หางเครื่อง

การเกิดของ “หางเครื่อง” กับวงดนตรีลูกทุ่ง เป็นไปตามลักษณะของการแสดงบนเวที เครื่องดนตรีบนเวทีประกอบด้วยฉิ่ง ฉาบ กรับ กลอง ลูกแซ็ก ไม้แต๊ก และเครื่องให้จังหวะหลังวงดนตรี ส่วนนี้เป็นสีสันของวงดนตรี โดยคนในวงที่ว่างหรือพัก ก็สามารถขึ้นมาช่วยวงสร้างสีสันในการแสดงด้วยการเล่นเครื่องให้จังหวะเหล่านี้ได้ เพราะการแสดงแต่ละครั้งในเวลานานจึงต้องพยายามหาการแสดงใส่เข้าไปเพื่อช่วยนักร้องและนักดนตรีหลัก มีชื่อเรียกกันว่า “เขย่าหางเครื่อง”

ในปี 2509 คนที่ออกมาเขย่าหางเครื่องเริ่มเป็นทีม และแต่งตัวเหมือนกัน โดยเริ่มจากวงของสุรพล สมบัติเจริญ สมานมิตร เกิดกำแพง จนกระทั่งสุรพล เสียชีวิตลง ศรีนวล สมบัติเจริญ ภรรยาสุรพลก็จัดผู้เต้นระบำประกอบเพลงโดยใช้ผู้เต้นประมาณ 10 คน ลีลาการเต้นก็เป็นแบบระบำฮาวายของตะวันตก

ปีที่หางเครื่องเปลี่ยนแปลงชัดเจนที่สุดก็คือ ปี 2510 หางเครื่องกลายเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ของวงดนตรีลูกทุ่ง ผู้ที่ทำให้เกิดขึ้นก็คือศกุนตลา พรหมมหา ภรรยาของเพลิน พรหมแดน

เธอนำแฟชั่นใหม่ๆ ทั้งเสื้อผ้า ขนนก จากต่างประเทศ มาใช้กับการแสดงลูกทุ่งเป็นครั้งแรกในเมืองไทย เพื่อพลิกฟื้นการขาดทุนของวงตัวเองให้กลับมาทำกำไรอีกครั้งและเธอก็ทำได้สำเร็จ

หางเครื่องกลายเป็นบรรทัดฐานของวงลูกทุ่งต้องยิ่งใหญ่อลังการ

ปีทองอีกช่วงหนึ่งของหางเครื่องก็คือปี 2520 เพลงลูกทุ่งกลับมาอีกครั้ง มีการตั้งวงดนตรีกันคับคั่ง โดยมีนายทุนเข้าไปมีส่วนในการตั้งวงดนตรีอยู่ไม่น้อย การแข่งขันด้านหางเครื่องจึงเพิ่มขึ้น วงดนตรีใหญ่ๆ มีหางเครื่องในสังกัดตัวเองประมาณ 60 คน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายของหางเครื่องสูงถึง 1 ล้านบาท

หางเครื่องในยุคนี้เหลืออยู่ไม่มาก ต้องเป็นวงใหญ่และมีงานมากจึงกล้าลงทุน เพราะเดี๋ยวนี้นักร้องลูกทุ่งใช้บริการของแดนเซอร์แทน   

ซอยบุปผาสวรรค์ / กรุงเทพฯ / ๒๕๑๘
     ถนนด้านนอกคลาคล่ำไปด้วยรถราและผู้คนที่เดินทางมาจากทุกสารทิศ สถานีขนส่งสายใต้ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งลำเลียงหนุ่มสาวจากต่างจังหวัดเข้ามาสู่เมืองหลวง หลายคนมุ่งหน้ามาที่นี่–ซอยเล็กๆ ซึ่งซุกตัวอยู่ที่มุมหนึ่งของกรุงเทพฯ หากแต่กลับยิ่งใหญ่ในคaวามรู้สึกของหนุ่มสาวร่วมยุคสมัยจำนวนไม่น้อย
     ห้องแถวที่เรียงรายตั้งแต่ปากซอยยันท้ายซอยเป็นที่ตั้งของสำนักงานวงดนตรีลูกทุ่งนับร้อย เดินเข้ามาก็จะเห็นป้ายสำนักงาน ชินกร ไกรลาศ เพชร โพธาราม ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ถัดไปเป็น พุ่มพวง ดวงจันทร์ ตรงโน้นเป็น เพลิน พรหมแดน เสรีย์ รุ่งสว่าง ศรเพชร ศรสุพรรณ ไพรวัลย์ ลูกเพชร ฯลฯ รถบัส รถตู้ รถหกล้อ ของวงดนตรีลูกทุ่ง จอดติดกันยาวเหยียดจากหน้าปากซอยไปเป็นกิโลเมตร

     นี่คือ “ซอยบุปผาสวรรค์” ชุมชนคนลูกทุ่งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
     ตั้งแต่บ่ายโมงเป็นต้นไป ซอยบุปผาสวรรค์จะเบิกบานคึกคักสุดขีด นอกจากเด็กหนุ่มคอนวอย นักดนตรี และนักแสดงตลกแล้ว ภาพเด็กสาวๆ พากันออกมาซื้อข้าวปลาอาหาร ของกินเล่น นับเป็นความคุ้นชินอย่างหนึ่งของคนซอยนี้
     พวกเธอคือดอกไม้แห่งซอยบุปผาสวรรค์ เป็นสีสันที่สำคัญและขาดไม่ได้ในวงดนตรีลูกทุ่ง—“หางเครื่อง”

     เมื่อเสร็จกิจส่วนตัวแล้ว เด็กสาวนับร้อยเหล่านี้ก็จะสะพายกระเป๋าพากันไปขึ้นรถบัสคณะของใครของมันที่จอดอยู่หน้าปากซอย จับจองที่นั่งเหมาะๆ สำหรับการเดินทางใกล้-ไกลในแต่ละวัน บางคณะมีรถ ๑-๒ คัน เขียนชื่อวงตัวเบ้อเริ่มลงบนผืนผ้า ติดไว้ข้างรถให้เห็นเด่นชัด คณะลูกทุ่งใหญ่ๆ อาจจะมีรถถึง ๔-๕ คัน ทั้งรถตู้ รถบัส รถหกล้อ เฉพาะขนเสื้อผ้า-ขนนกของหางเครื่อง ก็ต้องใช้รถหกล้อถึง ๒ คันแล้ว ไหนยังจะเวที เครื่องเสียง เครื่องไฟ อีกไม่รู้เท่าไร ส่วนบรรดาหางเครื่อง นักดนตรี เด็กคอนวอย และนักแสดงตลกร่วมร้อย ก็มาอัดรวมกันที่รถบัสคันใหญ่
     คาราวานลูกทุ่งทยอยเคลื่อนทัพออกไป จุดหมายปลายทางอาจเป็นงานวัด งานบวช หรือการปิดวิกแสดงที่ไหนสักแห่ง จากนั้นซอยทั้งซอยจะเงียบราวป่าช้า ก่อนจะกลับมาคึกคักอีกทีราวๆ เที่ยงคืน เมื่อคณะลูกทุ่งทยอยเดินทางกลับมาถึง หากเป็นช่วง “หน้างาน” ซึ่งกินเวลาตั้งแต่เดือนธันวาคมไปจนถึงเมษายน ซอยบุปผาสวรรค์จะเงียบเหงากว่าปรกติ เนื่องจากวงดนตรีส่วนใหญ่จะเดินสายไปเปิดการแสดงตามต่างจังหวัด

     จะว่าไปคนลูกทุ่งก็เป็นเหมือนนกขมิ้น ค่ำไหนนอนนั่น บางค่ำคืนก็อาศัยเบาะแข็งๆ ของรถบัสเป็นที่นอนชั่วคราว ทั้งหางเครื่อง หนุ่มคอนวอย ตลก นักดนตรีร่วมร้อย อัดกันแน่นอยู่ในนั้น รุ่งเช้าเมื่อเดินทางถึงอีกจังหวัด ก็เริ่มงานกันใหม่ ปิดวิกเปิดการแสดง มอบความบันเทิงให้แก่แฟนๆ ที่เฝ้ารอการมาเยือนของศิลปินในดวงใจและคณะหางเครื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจมาตลอดทั้งปี
     นอกจากตำแหน่งนักดนตรีที่นับว่าเป็นความสามารถเฉพาะของคนส่วนน้อย ร้อยทั้งร้อยของหนุ่ม-สาวที่ย่ำเดินอยู่บนเส้นทางสายนี้ล้วนมีฝันอันยิ่งใหญ่ คือการได้จับไมค์ร้องเพลง เป็นนักร้องมีชื่อเสียงโด่งดัง เด็กหนุ่มๆ อาจเริ่มต้นด้วยการเป็นเด็กคอนวอย ทำหน้าที่แบกกลอง ยกของ ติดตั้งเวที ส่วนเด็กสาวๆ จำนวนไม่น้อยก็ละทิ้งไร่นามาเป็นหางเครื่อง ตระเวนเดินสายขายแรงงานร้องรำไปกับวงดนตรีลูกทุ่ง กรุยทางไปสู่การเป็นนักร้องสาวเสียงทอง

     ในห้วงเวลาที่ซอยแห่งนี้ยังเป็นสรวงสวรรค์ของชาวลูกทุ่ง ที่หน้าปากซอย มีภาพคุ้นตาภาพหนึ่งกองอยู่ใต้คำค่อนขอด…
     “เมาทั้งปีทั้งชาติ ไม่อายหมามันมั่งรึไง”
     ชายขี้เมากอดขวดเหล้า นอนเกลือกกลิ้งอยู่หน้าปากซอยอย่างหมดสภาพคล้ายไม่รู้สึกรู้สา มันเป็นภาพที่ผู้คนแถวนี้เห็นจนเจนตา ชายร่างผอมคนบ้านโป่งมุ่งหน้าสู่เมืองฟ้ามหานครด้วยความฝันเต็มหัวใจเฉกเช่นหนุ่มสาวคนอื่น แต่ความไม่เอาถ่านแท้ๆ ทำให้เป็นได้แค่ “ตาจงขี้เมา” ประจำซอยบุปผาสวรรค์ ให้คนแถวนี้หมิ่นแคลนเล่นไปวันๆ

     วังวนชีวิตของตาจงขี้เมาวนเวียนอยู่กับขวดเหล้า เช้ามาก็นอนกลิ้งโค่โล่อยู่แถวหน้าปากซอย กว่าจะได้สติก็ปาเข้าไปบ่ายๆ เมื่อซอยทั้งซอยเริ่มคึกคักกันนั่นแหละ ตาจงจะโยนตัวเองขึ้นไปบนรถคันไหนก็ได้ที่เขาให้ไป ไม่ได้นั่งก็ไม่เป็นไร ห้อยโหนตรงราวบันไดก็เอา ขอแค่ได้ไป ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นคณะไหน ไปถึงงานก็ช่วยเขาทำทุกอย่าง ตั้งแต่ผู้จัดการเวที ผู้ประกาศ ยันภารโรง
     “ไปไม่รอดหรอก มันก็เที่ยวอาศัยอยู่กับเขาไปวันๆ” คนพูดอาจจะจำประโยคนี้ไม่ได้แล้ว แต่ตาจงจำได้ไม่ลืม…

     ซอยจรัญสนิทวงศ์ ๒๗ / กรุงเทพฯ / ๒๕๔๘
     “มีแต่คุณบรรจงคนเดียวเท่านั้นแหละ ที่ยังอยู่ที่นั่น” ชินกร ไกรลาศ ศิลปินแห่งชาติ พูดถึงใครคนหนึ่งซึ่งคนในวงการลูกทุ่งคุ้นหน้าคุ้นตากันดี
     “เขาเป็นเจ้าพ่อหางเครื่องเลยละคนนี้” เจนภพ จบกระบวนวรรณ ลูกผู้ชายเสื้อลายดอกผู้เจนจัดเรื่องเพลงลูกทุ่ง ช่วยยืนยันอีกแรง
     ใช่ ! ในวงการลูกทุ่งวันนี้ ไม่มีใครไม่รู้จัก บรรจง มนต์ไพร และ “แดนซ์เซอร์ ทไวไลท์” หางเครื่องคณะสุดท้ายที่ยังปักหลักอยู่ที่ซอยบุปผาสวรรค์

     แม้จะยังเต็มไปด้วยรถราและผู้คนเหมือนเมื่อ ๓๐ ปีก่อน ทว่าซอยบุปผาสวรรค์ในวันนี้ก็มิได้คึกคักด้วยคนลูกทุ่งอย่างในอดีตอีกแล้ว ห้องแถวที่เคยเป็นสำนักงานวงดนตรีลูกทุ่งเปลี่ยนเป็นร้านขายของ ร้านอาหาร ร้านเสริมสวย และที่อยู่อาศัยของผู้ที่อพยพเข้ามาอยู่ใหม่
     เดินเข้าไปในซอยราว ๕๐๐ เมตร จะเห็นตัวอักษร “สำนักงาน บรรจง มนต์ไพร แดนซ์เซอร์ ทไวไลท์” ติดอยู่บนกระจกบานใหญ่ บอกให้รู้ว่านี่คือ “รัง” ของเจ้าพ่อหางเครื่องแห่งซอยบุปผาสวรรค์ ตึกแถวขนาด ๒ คูหานี้เป็นทั้งสำนักงาน ห้องซ้อม ห้องแต่งตัว ห้องเก็บเสื้อผ้า และที่พักของหางเครื่องสาวรุ่นกว่า ๒๐ คน

 

     ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป ชายชราท่าทางทะมัดทะแมงที่นั่งอยู่หลังโต๊ะตัวใหญ่หันมายิ้มให้ เขายังง่วนอยู่กับโทรศัพท์ มือถือปากกาจดอะไรบางอย่างลงในสมุดนัดหมาย ข้างฝาผนังมีรูปถ่ายหางเครื่องเก่า-ใหม่ติดอยู่เรียงราย มองเห็นประกาศนียบัตรและโล่รางวัลมากมายวางอยู่ตามมุมต่างๆ ของห้อง ทั้งหมดล้วนเป็นรางวัลที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์เพลงลูกทุ่งและส่งเสริมการเต้นหางเครื่องของไทย
     นี่คือ “ตาจงขี้เมา” ที่เคยกอดขวดเหล้านอนกลิ้งโค่โล่อยู่หน้าปากซอยบุปผาสวรรค์เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว ผู้ที่วันนี้ใคร ๆ ก็ยกให้เขาเป็น “เจ้าพ่อหางเครื่อง” ที่โด่งดังและได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งของยุค
     “แดนซ์เซอร์ ทไวไลท์” รับงานเต้นประกอบการแสดงดนตรีลูกทุ่งให้แก่ศิลปินทุกระดับ จะให้ไปเต้นประกอบในรายการโทรทัศน์ ถ่ายมิวสิกวิดีโอ หรือเต้นให้นักร้องบ้านนอกตามงานบวช งานแต่ง งานวัด หางเครื่องคณะนี้ไม่เคยเกี่ยงงอน

     ในวันที่บุปผาสวรรค์โรยรา คณะดนตรีลูกทุ่งทยอยล้มวง ปิดกิจการ หางเครื่อง เด็กคอนวอย นักดนตรี ตลก นักร้อง ที่เคยชุมนุมกันอยู่ที่นี่ แตกฉานซ่านเซ็นเป็นผึ้งแตกรัง พากันย้ายออกไปอยู่ที่อื่นกันหมด มีแต่ชายคนนี้เท่านั้นที่ไม่หนีไปไหน เขาตัดสินใจปักหลักอยู่ที่นี่–อยู่ในห้องแถวเล็กๆ อันเป็นที่พักพิงของหางเครื่องรุ่นแล้วรุ่นเล่า
     “สมัยเรามาอยู่แรกๆ คนลูกทุ่งคึกคักเต็มซอยไปหมด ตรงนี้เป็น เพชร โพธาราม ถัดไปเป็น พุ่มพวง ดวงจันทร์ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ข้างหน้าเป็นสำนักงาน แล้วก็อยู่กันในนั้น กลับมาตีสองตีสาม ปูเสื่อนอนกันยาวเหยียดเต็มสำนักงาน ประเดี๋ยวก็ต้องไปกันอีกแล้ว มันคล้ายพาหุรัด ถ้าใครจะซื้อเสื้อผ้าต้องไปพาหุรัด แต่ถ้าจะติดต่อวงดนตรีลูกทุ่ง ก็ต้องมาที่ซอยบุปผาสวรรค์

     “พอวงการซบเซา ใครๆ ก็ย้ายไปหมด ผมก็มาคิดว่า แล้วใครจะอยู่ในซอยนี้เพื่อให้ผู้คนในวงการได้เข้ามาเยี่ยมเยือน อย่างหนูเป็นคนรุ่นใหม่ อยากรู้เรื่องลูกทุ่ง เคยได้ยินแต่ชื่อซอยบุปผาสวรรค์ อยากจะมาถามหาคนลูกทุ่งในซอยนี้ ถ้าผมไม่อยู่ หนูก็ไม่เจอใครแล้ว เปี๊ยก บ้านโป่ง อยู่ตรงโน้น ก็เหลือแต่ชื่อตัวไม่อยู่ …สงสารซอย ผมไม่อยากทิ้งไป ก็เลยอยู่มันตรงนี้มา ๓๐ ปีแล้ว ตอนที่ผู้ว่าฯ เขาเปลี่ยนชื่อซอยเป็นจรัญสนิทวงศ์ ๒๗ ผมก็ไปขอเขาว่า ช่วยเขียนไว้หน่อยว่า ซอยบุปผาสวรรค์ ไม่อยากให้ชื่อนี้มันหายไป” อดีตตาจงขี้เมากล่าว
     วันนี้ ใต้ตัวอักษรขนาดใหญ่บนป้ายตรงปากทางเข้าที่เขียนว่า “ซอยจรัญสนิทวงศ์ ๒๗“ จึงมีตัวอักษรเล็กๆ “ซอยบุปผาสวรรค์” เบียดแทรกอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว
     ยามบ่ายในสำนักงานแห่งนี้ สาวๆ “แดนเซอร์” กำลังง่วนกับการแต่งหน้า เกล้าผม กันอย่างขะมักเขม้น บ้างก็สาละวนอยู่กับการเตรียมเสื้อผ้า ขนนก เครื่องประดับต่างๆ ที่จะใช้แสดงคืนนี้
     พอได้เวลา คนขับประจำที่ ลุงบรรจงขึ้นไปนั่งข้างๆ แดนเซอร์ ๑๒ ชีวิตและหญิงสาวผู้ช่วยอีก ๑ คน ช่วยกันถือของคนละไม้คนละมือทยอยขึ้นตาม รถตู้เคลื่อนตัวออกจากสำนักงาน พ้นจากปากซอยจรัญฯ ๒๗ ก็กลืนหายไปกับรถราหนาแน่นบนท้องถนน… มุ่งหน้าสู่จุดหมายที่มีผู้ชมนับพันรออยู่

     ๑๕.๓๐ น. / บนรถตู้ / ถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี
     “ไม่เข้าใจเองนี่ จะให้ทำยังไง”
     ……………………………
     “มันงานหนูนะ หนูเลือกชีวิตของหนูเองได้”
     ……………………………
     “เบื่อ พูดไม่รู้เรื่อง ไม่คุยแล้ว”
     ……………………………

     “พอๆ จบ !”
     เด็กสาวโยนโทรศัพท์ลงกระเป๋าถืออย่างหัวเสีย
     “แม่ง !”
     “ตีนกาขึ้นเต็มหน้าแล้ว” เพื่อนสาวข้างๆ แหย่
     “เ-ี้ย นี่มัน พ.ศ. อะไรแล้ววะ ไม่เข้าใจเลย เซ็งว่ะ”
     “เออน่า… ไม่เข้าใจก็ช่างเขาเถอะพี่”

     เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีก เธอหยิบมาดู สบถกับตัวเองอย่างหัวเสีย ก่อนจะกดสายทิ้งและโยนลงกระเป๋าถือ
     “คอยดูนะเดี๋ยวต้องมี “…” ออกมาแน่เลย” อีกคนว่า
     “ไหนๆ วุ่นวายกันนัก ปิดไปเลยโทรศัพท์น่ะ มา เอามาให้ลุงนี่”

 

     ชายชราที่นั่งหน้ารถหันมาปรามเด็กคราวหลานที่วุ่นวายกันอยู่ข้างหลัง ทุก ๆ ๒ นาทีจะมีคนทำอะไรสักอย่างกับโทรศัพท์ คุย ส่งข้อความ เล่นเกม ถ่ายรูป ฯลฯ เป็นอย่างนี้ตลอด ๒ ชั่วโมงที่นั่งอยู่ในรถ
     ก่อนมา ลุงบรรจงบอกว่า “วันนี้เต้นงานบวชเล็กๆ เองนะ หนูจะไปเหรอ รอไปดูวันที่แสดงงานใหญ่ๆ ไม่ดีหรือ จะได้ถ่ายภาพสวยๆ” เมื่อเรายืนยันว่าจะไป แกก็ตามใจ “แดนซ์เซอร์ ทไวไลท์” มีชื่อเสียงระดับประเทศ แต่ไม่เคยเกี่ยงว่างานจะเล็กจะใหญ่ ค่าตัวจะมากจะน้อย ตกลงกันได้

     “ยิ่งเป็นคนบ้านนอกด้วยกันแล้วละก็ ช่วยกันได้ก็ช่วยกันไป อยากได้ “แดนซ์เซอร์ ทไวไลท์” ไปให้ชาวบ้านดูหรือ คุณมีเงินเท่าไรล่ะ ถ้ามีน้อยก็แจกค่าตัวเด็กๆ ไปละกัน เติมน้ำมันให้ผมก็พอ คนงานก่อสร้างทำงานทั้งวันเหลือ ๒๐๐ เขายังทำเลย เราก็มีพร้อมทุกอย่าง บ้านก็ของเรา รถก็ของเรา ชุดก็ของเรา เครื่องแต่งหน้าแต่งตาก็มีกันทุกคน เต้นแค่ ๔-๕ ชั่วโมง เด็กๆ อย่างน้อยๆ ก็ได้ละ คนละ ๒๐๐-๓๐๐ มันก็ดีกว่าอยู่เฉ้ยเฉย” ลุงบรรจงเล่าด้วยสำเนียงลูกทุ่งแท้
     วันนี้ “แดนซ์เซอร์ ทไวไลท์” มาเต้นในงานบวช จังหวัดนครปฐม เจ้าภาพจัดโต๊ะไว้ให้แขกเกือบ ๑๐๐ โต๊ะ เมื่อไปถึง หนุ่มคอนวอยกำลังช่วยกันติดตั้งระบบไฟและเครื่องเสียงอยู่หน้าเวที หางเครื่องสาวๆ เดินผ่านเสียงหยอกเย้าของหนุ่มๆ ไปหลังเวที เอาเสื่อที่เตรียมมาปูลงกับพื้น ยกกล่องใส่เสื้อผ้ามาตระเตรียม จัดแต่งขนนกแล้วเอามาวางไว้ในตำแหน่งที่หยิบง่ายใช้สะดวก เครื่องสำอาง อุปกรณ์แต่งหน้า-ทำผม เป็นเครื่องมือทำมาหากินของคนอาชีพเต้นกินรำกิน เช่นเดียวกับช่างภาพต้องมีกล้องคู่ใจ นักข่าวต้องมีสมุด-ปากกาติดตัวตลอดเวลา
     “ใครชอบแต่งหน้าอย่างไรก็แต่งเลย ชอบทาแป้งหน้าแดงหน้าขาวก็แต่งไป ถ้าไม่ดีเราก็แก้ใหม่” เรา-ในที่นี้ ลุงบรรจงหมายถึงรุ่นพี่รุ่นน้อง ช่วยกันแต่งช่วยกันดูเอาเอง ส่วนแกคอยประสานงานกับทีมนักดนตรีว่าจะเริ่มกี่โมง เล่นเพลงอะไรก่อนหลัง ปรกติเจ้าของงานจะจัดอาหารไว้ให้หลังเวที หางเครื่องต้องจัดการมื้อเย็นก่อน ไม่อย่างนั้นก็ต้องทนหิวไปถึงเที่ยงคืนโน่น
     คืนนี้ “แดนซ์เซอร์ ทไวไลท์” จะแท็กทีมกับวงดนตรี “สไปเดอร์” ให้ชาวบ้านดูอย่างจุใจ
     หกโมงเย็น ไฟหน้าเวทีสว่างพรึ่บ พิธีกรเดินขึ้นเวทีกล่าวสวัสดีทักทายแขกที่มาร่วมงานก่อนจะนำเข้าสู่ช่วงสำคัญ

     เสียง พ้าม พ้าม พ้าม ผ่าม… ที่คุ้นเคยดังขึ้น ตามด้วยเสียงดนตรีดังกระหึ่ม ควันสีขาวถูกพ่นออกมาจนคลุ้งเต็มเวที หางเครื่องในชุดกระโปรงพองฟูหลากสีสันเดินขึ้นเวทีอย่างมาดมั่น เสื้อผ้าที่ตกแต่งด้วยลูกปัด ปักดิ้นเงินดิ้นทอง สะท้อนแสงไฟระยิบระยับไปทั้งเวที นักร้องสาวชุดดำเซ็กซี่เดินตามออกมา ๒ เพลงแรกเลือกจังหวะเนิบช้าเป็นการอุ่นเครื่อง พอเพลงที่ ๓ ดนตรีเร่งจังหวะขึ้น หางเครื่องสลัดกระโปรงพองฟูยาวกรอมเท้าออก เสื้อผ้าชุดเดิมก็กลายมาเป็นชุดมินิสเกิร์ตแลดูทะมัดทะแมง
     เด็กสาวที่เพิ่งหัวเสียกับโทรศัพท์บนรถเมื่อครู่ หันไปยิ้มกับเพื่อนๆ ด้วยท่าทางคึกคักรื่นเริง สนุกอย่างนี้ทุกครั้งเมื่อได้มายืนอยู่หน้าเวที หางเครื่องแบ่งเป็น ๒ ชุด พอชุดเล็กขึ้น ชุดใหญ่ถอนทัพ ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นไปเต้นชุดละ ๓-๔ เพลง ลงจากเวทีปุ๊บก็รีบสลัดชุดที่ใส่อยู่ออก แล้วคว้าเอาอีกชุดมาสวม รูดซิป ติดกระดุม ถ้ามีสร้อย ต่างหู แหวน ที่ต้องใส่ให้เข้าชุด ก็ต้องประเคนใส่เข้าไปให้เร็วที่สุด แม้จะรีบร้อนวุ่นวายไปหมด แต่ทุกคนก็ดูสนุกสนานอย่างไม่น่าเชื่อ ยกเว้นผู้ช่วยที่ต้องคอยตามเก็บชุดที่เพื่อนๆ ถอดออกกระจุยกระจาย
     “ถ้าเราเต้นให้สนุก คนดูก็จะสนุกด้วยค่ะ” นุ่มบอกขณะเตรียมขึ้นเวทีทั้งๆ ที่เหงื่อเม็ดเป้งผุดพรายเต็มใบหน้า
     ยิ่งดึกยิ่งมัน แผ่นหลังของแนน-ดาวเต้นชุดเล็ก ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ มองเห็นเป็นมันเลื่อมยามสะท้อนแสงไฟ ใบหน้านั้นมีรอยยิ้มร่าเริง กล้ามเนื้อทุกมัดกระเพื่อมไปตามจังหวะดนตรีและหัวใจที่คึกคัก

     “ไอ้แนนมันมะขามข้อเดียว หุ่นไม่ให้แต่ใจรัก แม่น้องแนนเคยเป็นหางเครื่องอยู่กับเรามาก่อน เอาแนนมาฝากไว้ตั้งแต่ตัวเท่าบั้นเอว โตมากับหางเครื่อง เห็นคนเขาซ้อมเต้นก็อยากจะเต้นกับเขามั่ง ตัวก็ป้อมๆ แต่แรงดีเหลือเกิน” ลุงบรรจงยืนมองลูกสาวนอกอุทรที่เต้นเอาเป็นเอาตายอยู่บนเวทีอย่างรักใคร่เอ็นดู หางเครื่องส่วนใหญ่เป็นเด็กต่างจังหวัด ทั้งจากเพชรบุรี ชลบุรี เชียงราย อยุธยา ปทุมธานี อายุประมาณ ๑๔-๒๕ ปี มาอยู่กันตั้งแต่อายุ ๑๓-๑๔ ปี กว่าจะได้ออกเต้นจริงๆ ก็ต้องซ้อมกันอยู่นาน

 

     อย่างหนูพอไหวไหม ?–เราถาม ลุงบรรจงหัวเราะเบาๆ ตอบว่า
     “ต้องซ้อมดูก่อน ถ้ามีพรสวรรค์ ๒ วันก็ออกงานได้ แต่ถ้าฟังจังหวะไม่เป็น ทำยังไงก็เต้นไม่ได้ ผมก็จะเอาหนูติดรถไปด้วย ช่วยเขาเก็บชุดไปก่อน ไปถึงก็ดู งานไหนเขาไม่ค่อยพิถีพิถันมากนัก ผมก็แอบเอาหนูแต่งตัวขึ้นเวทีไปเลย เพลงนี้เมื่อวานฝึกเต้นที่บ้านแล้วไงลองดู เกือบได้ละๆ ครั้งหน้าเอาใหม่ อะไรอย่างนี้ เพื่อนสำคัญ คนที่อยู่ใกล้ตัวเขาควรจะให้กำลังใจด้วย ถ้าได้เริ่มแล้วอาจจะกล้าขึ้น”
     ใครหลายคนบอกว่า ความสมบูรณ์แบบของหางเครื่องอยู่ที่ความพร้อมเพรียง แต่ถึงกระนั้น การปล่อยให้หางเครื่องเต้น “แตกแถว” บ้างในบรรยากาศที่คึกคักสนุกสนาน ก็สร้างความสุขให้คนดูได้ไม่น้อยไปกว่ากันเลย และในงานที่เจ้าภาพไม่เน้นความเนี้ยบนี้เองที่เราจะเห็น “ตัวเอก” ชัดเจน แม้จะเต้นท่าเดียวกัน แต่ลีลาของเธอจะโดดเด่นสะดุดตา มีการสื่อสารทางสายตากับผู้ชมด้านล่าง ตัวเอกอย่างนี้แหละเรียก “ทิป” จากผู้ชมด้านล่างได้เป็นคนแรกๆ (และในที่สุดผู้ชมคนนั้นหรือไม่ก็เจ้าภาพ ต้องแสดงน้ำใจแบบนั้นกับหางเครื่องทุกคน)

     หางเครื่องทั้งสองชุดผลัดกันเต้นผลัดกันพัก วิ่งขึ้นวิ่งลงเวทีตั้งแต่หกโมงเย็นจนถึงสองทุ่มครึ่ง นักแสดงตลกของวงดนตรีสไปเดอร์จึงขึ้นมาแสดงคั่นเวลาให้นักเต้นได้พักเหนื่อย
     ช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ด้านหลังเวที เด็กสาว ๒-๓ คนควักสมุดหนังสือมาทำการบ้าน ลากกล่องเก็บชุดมาใช้ต่างโต๊ะ อาศัยแสงวูบวาบจากดวงไฟหลากสีหน้าเวทีส่องให้เห็นแบบเรียนชั้น ม. ต้น ของการศึกษานอกโรงเรียน บ้างก็หยิบหนังสือมาอ่าน ขณะที่บางคนก็วุ่นวายกับโทรศัพท์มือถือ (แน่นอน รุ่นใหม่ล่าสุด ถ่ายรูปได้ด้วย)
     พอสามทุ่มก็เริ่มเข้าสู่ช่วงที่ ๒ เต้นไปจนถึงห้าทุ่ม ถ้าหากผู้ชมยังมันไม่เลิก ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าของงานที่จะมาเจรจากับลุงบรรจง บางครั้งก็แถมให้ ๓-๔ เพลง หรือไม่ก็ยาวไปถึงเที่ยงคืน

     หางเครื่องจะได้ค่าแรงคนละ ๓๐๐-๕๐๐ บาท (ไม่รวมทิป) หัวหน้าทีมและพี่ๆ ที่อยู่มานานเกือบ ๑๐ ปีได้เยอะหน่อย ส่วนน้องๆ ที่เพิ่งเต้นได้ไม่กี่ปีก็ลดหลั่นกันลงมาตามความเหมาะสม ลุงบรรจงเอง แบ่งเงินให้เด็กๆ แล้วก็จะเหลือประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท เป็นค่าน้ำมัน ค่าชุด รวมค่าที่อยู่ที่กินของหางเครื่องด้วย
     “สมัยก่อนใช้รถกระบะ ปูเสื่อนั่งกันข้างหลัง ผมตั้งใจไว้ว่า มีเงินเมื่อไรจะซื้อรถตู้ให้หางเครื่องนั่งให้ได้ จะติดแอร์ให้ด้วย สัญญากับเขาไว้ ในที่สุดก็ทำได้”
      นอกจากรายได้ที่ทำให้เด็กๆ เลี้ยงดูตัวเองและจุนเจือครอบครัวได้แล้ว ปณิธานอีกอย่างของลุงบรรจงก็คือ ทุกคนต้องได้เรียนหนังสือ ซึ่งการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) คงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับหางเครื่องที่ต้องนอนกลางวันทำงานกลางคืนอย่างนี้

     “อย่างน้อยๆ ถ้าเขาอายุมากขึ้น เลิกจากอาชีพนี้ไปแล้ว เขาจะได้ภูมิใจว่าเขาก็เป็นคนมีความรู้ ไม่ใช่มาเต้นกินรำกินอย่างเดียว” ลุงบรรจงกล่าว
     ถ้าใครได้มาเห็นแววตาใจดี ท่าทางที่นุ่มนวล เป็นกันเอง สำเนียงการพูดการจาแบบ “ลูกทุ่งแท้ๆ” ของคุณลุงวัย ๗๐ คนนี้ชัดๆ คงจะต้องนึกรักอดีตคนขี้เมาไม่เอาถ่านแห่งซอยบุปผาสวรรค์คนนี้เป็นแน่
     ……………………………………

 

     เข็มนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนกว่า บนถนนพุทธมณฑลสาย ๒ ในรถตู้คันเดิม หลายคนหลับผล็อยอย่างเหนื่อยอ่อน
     จู่ๆ แสงไฟสว่างจ้าก็สาดเข้ามาในรถ ตำรวจเกือบ ๑๐ นายยืนอยู่เต็มถนน ขณะที่รถยนต์คันอื่นๆ ต้องจอดให้ตรวจค้น แต่รถตู้ที่บรรทุกสาวน้อยหน้าแฉล้ม แต่งหน้าแต่งตาอย่างสวยงาม กลับผ่านไปได้อย่างสะดวกดาย แถมตำรวจยังยักคิ้วหลิ่วตา โบกไม้โบกมือให้อีกต่างหาก
     “โชคดีนะคร้าบ…” ตำรวจนายหนึ่งร้องบอก ที่เหลือเป่าปากวี้ดวิ้วตามมา สาวรุ่นบ๊ายบายตอบ หัวเราะคิกคัก

     ตีหนึ่งกว่า คณะหางเครื่องจึงกลับมาถึงสำนักงาน
     “ถ้าคิดแบบเป็นบริษัท เราเป็นผู้จัดการ เด็กๆ เป็นลูกจ้าง เขาคงอยู่กับเราไม่ได้เพราะไม่มีเงินเดือนให้เขา แต่เราอยู่กันเหมือนครอบครัว สำนักงานนี้เป็นบ้านหลังที่ ๒ ของแดนเซอร์ เวลาเขากลับบ้านไปแล้วให้เขาคิดถึง ถ้าเขามากรุงเทพฯ เขาสบายใจได้ว่าเขามีที่พัก มีที่นอน มีที่ทำงานแน่ๆ” ลุงบรรจงพูดถึงการใช้ชีวิตของชาวคณะ “แดนซ์เซอร์ ทไวไลท์” ในสำนักงานเล็กๆ แห่งนี้
      “ลุงกับป้าใจดี สั่งสอนดูแลเหมือนเราเป็นลูกเป็นหลาน มีปัญหาอะไรลุงก็ช่วย” เบนซ์ หางเครื่องวัย ๒๒ ปี กล่าว

      หางเครื่องรุ่นแล้วรุ่นเล่าเข้ามาแล้วออกไป พร้อมสารพันปัญหาที่มีมาให้ลุงบรรจงตามแก้อยู่นับครั้งไม่ถ้วน แต่ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไร เช่นสาวๆ หนีกลับบ้านช่วงสงกรานต์กันหมดจนต้องยกเลิกงานที่รับปากเขาไว้, ท้องโดยไม่พร้อม, ผู้ชายตามราวี, ขี้เมาก่อกวน ฯลฯ ลุงบรรจงรับมือได้หมด แต่มาในยุคนี้ โทรศัพท์มือถือกลับเป็นปัญหาหนักอกที่ไม่รู้จะแก้อย่างไร
      “วุ่นวายที่สุดหลังเวทีตอนนี้คือ ขอเบอร์ ผมกลัวโทรศัพท์จะเข้ามาหาคนของเรามากเกินไป ชวนออกไปกินไปเที่ยว ผมเคยบอกเด็กๆ ว่า หนูมีโทรศัพท์คนละเครื่อง หนูก็ช่วยรับงานให้ลุงหน่อย ลุงจะได้หลับได้นอนบ้าง เขามาติดต่อให้ไปเล่นที่ไหนก็เปิดดูที่สมุดนี้ ถ้าว่างก็รับงานได้ แต่สรุปแล้วปีหนึ่ง ๑๐ คนไม่ได้สักงานเดียว แล้วใช้โทรศัพท์เพื่ออะไร เขาก็บอกว่าโทรหาญาติ หาเพื่อน นี่เป็นปัญหาเยอะเลย บางครั้งเขานอนคลุมโปง เราก็คิดว่าเขาหลับ แต่ที่แท้นอนร้องไห้ ต่อรองกันอยู่ ไอ้นั่นก็อยากให้ออกไปหา ทางนี้ก็ไปไม่ได้ มีงาน พอไม่ออกไปก็ต่อว่ากัน จะให้เลิกเป็นแดนเซอร์ เมื่อก่อน จะคุยกันต้องนั่งรถนั่งเรือมาหากัน มานั่งคุยกันที่สำนักงาน มีปัญหาอะไรก็พูดกันต่อหน้า ถึงเวลานอนก็ได้นอน มีเงินเหลือส่งเงินให้พ่อให้แม่ ใส่ทองกันเหลืองอร่าม ตอนนี้ไม่มีหรอก ได้เงินมาก็โน่น เอาไปซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่” ลุงบรรจงเล่าให้ฟังก่อนเราจะแยกย้ายกันกลับบ้าน

     นับถึงวันนี้ ดนตรีลูกทุ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกินครึ่งศตวรรษ แต่ทุกครั้งที่นักร้องลูกทุ่งปรากฏตัว ไม่ว่าจะบนเวทีคอนเสิร์ต เวทีงานวัด ออกรายการโทรทัศน์ หรือแม้แต่ในวีซีดีคาราโอเกะ เบื้องหลังนักร้องลูกทุ่งยังคงมีหางเครื่องให้ได้เห็นเสมอ–ที่เปลี่ยนไปบ้าง อาจเป็นเพียงคำเรียกขานเท่านั้น
      ปัจจุบันในแวดวงลูกทุ่ง คำว่า “แดนเซอร์” ถูกนำมาใช้แทนที่ “หางเครื่อง” อย่างกว้างขวาง จนมีข้อสงสัยว่า แท้จริงแล้ว หางเครื่องกับแดนเซอร์ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
     เพื่อความกระจ่าง เราคงต้องย้อนกลับไปดูที่มาและพัฒนาการของหางเครื่องก่อนจะกลายเป็นแดนเซอร์ก่อน

 

     กำเนิดหางเครื่อง
     ก่อนที่คำว่า “หางเครื่อง” จะถูกนำมาใช้เรียกคนที่ออกมาเต้นประกอบการแสดงดนตรีลูกทุ่ง หางเครื่องในความเข้าใจของคนไทยเมื่อ ๔๐ ปีก่อน หมายถึงเครื่องดนตรีพวกฉิ่ง ฉาบ กรับ กลอง ลูกแซ็ก ไม้แต๊ก ที่ใช้เคาะให้จังหวะอยู่ข้างหลังวงดนตรี ไม่ใช่ผู้หญิงสาวๆ นุ่งน้อยห่มนิด ออกมายักย้ายส่ายสะโพก ให้บรรดาขี้เมาลวนลามด้วยสายตาและท่าทางอย่างทุกวันนี้
     กล่าวกันว่าการแสดงของวงดนตรีลูกทุ่งในสมัยแรกๆ นั้นใช้เวลา ๓-๔ ชั่วโมง และรีวิวประกอบเพลงก็มีไม่มากนัก จึงมีการให้คนในวงที่ว่างงานอยู่ออกมาช่วยตีเครื่องเคาะเครื่องให้จังหวะต่างๆ เช่น ฉิ่ง ฉาบ กรับ ไม้แต๊ก แทมบูรีน ประกอบการร้องของนักร้องบนเวที ช่วยให้จังหวะเพลงเด่นชัดขึ้น มีความไพเราะน่าฟังขึ้น เรียกกันว่า “เขย่าเครื่องเสียง” หรือ “เขย่าหางเครื่อง”

     ส่วน “หางเครื่อง” ในความหมายอย่างปัจจุบันนั้น ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าถือกำเนิดขึ้นเมื่อไร แต่ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) เขียนถึงสาวที่ออกมาเต้นประกอบเพลงลูกทุ่งไว้ใน เรื่องของละครและเพลง ว่า ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อเริ่มมีวงดนตรีลูกทุ่งเกิดขึ้นนั้น นักร้องเพลงลูกทุ่งทั้งหญิงและชายแต่งตัวอย่างบ้านนอกบอกลักษณะลูกทุ่งแท้ๆ ต่อมาจึงค่อยปรากฏวิวัฒนาการเรื่องเครื่องแต่งกายเป็นแบบตะวันตก กล่าวคือ นักร้องชายสวมชุดสากล ส่วนนักร้องหญิงก็สวมกระโปรงแบบชาวตะวันตก ด้านหลังนักร้องมีหญิงสาวยืนเต้นไปมาตามจังหวะเพลง
     “…บางวงมีสาวๆ แต่งสมัยใหม่มายืนเข้าแถวหมุนไปหมุนมา (…) ดูคล้ายกับจะเป็นระบำ (…) สมัยนั้นมีระบำสาวอยู่สองคนเท่านั้น แล้วก็ไม่เห็นมีอีก ต่อมาจึงมีระบำหญิงเป็นคณะเกิดขึ้น เป็นระบำหมู่ของนายหรั่งหัวแดง เรียกกันว่า “ระบำนายหรั่ง” เต้นเป็นแถวเข้ากับเพลงดนตรีสากล มักเต้นตามงานวัด และมีโรงเล่นที่ตลาดบำเพ็ญบุญ ซึ่งชั้นบนเป็นโรงละครอยู่ริมถนนเจริญกรุง ตรงข้ามศาลาเฉลิมกรุง ระบำนายหรั่งหัวแดง (ผมแดงคล้ายฝรั่ง) มีชื่ออยู่นาน วงลูกทุ่งเวลานี้ก็มีลักษณะคล้ายๆ กัน”

     อาจเป็นไปได้ว่าหางเครื่องได้รับอิทธิพลมาจากระบำนายหรั่งอย่างที่ขุนวิจิตรมาตราเขียนไว้ แต่คนเก่าคนแก่ที่คลุกคลีอยู่ในวงการลูกทุ่งมาตั้งแต่ยังไม่มีหางเครื่องเกิดขึ้น ให้ความเห็นไปทำนองเดียวกันว่า หางเครื่องน่าจะวิวัฒนาการมาจาก “รำวง” ซึ่งเป็นการละเล่นพื้นบ้านของไทยมากกว่า

     ในหนังสือ กึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย ภาค ๒ รศ. ดร. จินตนา ดำรงค์เลิศ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนบทความว่าด้วยวิวัฒนาการและองค์ประกอบของเพลงลูกทุ่ง และได้กล่าวถึงหางเครื่องไว้ตอนหนึ่งว่า
     “ในตอนแรก ผู้ที่ออกมาเขย่าหางเครื่องมีทั้งหญิงและชาย ไม่ได้เป็นคณะหรือมีรูปแบบตายตัว บางครั้งก็เป็นตัวตลกประจำวง บางครั้งก็เป็นนักร้อง ต่อมาจึงวิวัฒนาการขึ้น ใช้ผู้หญิงสวยๆ ออกมาเขย่าหางเครื่อง แต่ก็ยังไม่ออกลีลาเต้น เพียงเดินให้เข้ากับจังหวะเพลงเท่านั้น เพลงส่วนใหญ่จะมีจังหวะบีกิน ช่าช่าช่า (สามช่า) โบเลโร่ และรำวง การแต่งกายก็ไม่เหมือนกัน บางคนสวมชุดกระโปรงยาว บางคนสวมชุดกระโปรงสั้น สุดแล้วแต่เจ้าตัวจะซื้อหามาใส่กันเอง
     “ต่อมาช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๙-๒๕๑๐ ผู้ที่ออกมาเขย่าหางเครื่องประกอบจังหวะการร้องเพลงลูกทุ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น ๔-๗ คน จะแต่งกายเหมือนกันทั้งทีม โดยแต่งชุดเดียวกันตลอดการแสดง ไม่เปลี่ยนหลายชุดอย่างที่เห็นในปัจจุบัน วงดนตรีที่มีการเต้นเขย่าหางเครื่องประกอบที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงกันในยุคนี้ได้แก่วงของ สุรพล สมบัติเจริญ และวงของ สมานมิตร เกิดกำแพง

     “วงดนตรีของ ศรีนวล สมบัติเจริญ ซึ่งดำเนินกิจการต่อจากสามี (สุรพล สมบัติเจริญ ซึ่งถูกลอบยิงเสียชีวิตเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๑) ปรากฏว่าจัดผู้เต้นระบำประกอบเพลงโดยใช้ผู้เต้นประมาณ ๑๐ คน และลีลาการเต้นก็เป็นแบบระบำฮาวายของตะวันตก
     “ลีลาการเต้นและการแต่งกายของผู้เต้นประกอบจังหวะเพลงฟู่ฟ่ามากขึ้นทุกที โดยพัฒนามาจากการเต้นระบำฝรั่งเศสของ ฟอลลี แบร์แช (Folies Bergeres) และการเต้นโมเดิร์นแดนซ์ (Modern Dance) หลังจากนั้น การแข่งขันด้านหางเครื่องระหว่างวงดนตรีลูกทุ่งก็เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง การแสดงดนตรีของวงใหญ่ๆ จะมีหางเครื่องเต้นประกอบทุกเพลงและเปลี่ยนชุดแต่งกายทุกเพลง จำนวนผู้เต้นแต่ละเพลงมีประมาณ ๑๕-๑๖ คน แต่ถ้าเป็นเพลงเด่นจะมีถึง ๓๐-๓๕ คน”

     

     คำอธิบายนี้สอดคล้องกับคำบอกเล่าของผู้รู้ในวงการลูกทุ่งหลายท่าน ชินกร ไกรลาศ เล่าว่า การแสดงดนตรีลูกทุ่งสมัยก่อนนิยมให้มีคนเสริมจังหวะ ๒-๓ คน รู้สึกว่าสนุกดี พวกตลกที่ว่างงานก็ออกมาเต้นเชียร์ เหมือนกองเชียร์ ต่อมาก็มีนักร้องชายถือแทมบูรีน เครื่องเคาะจังหวะ
     “ผมเห็นวงสุรพล สมบัติเจริญ ซึ่งมีคนเยอะ ดาวรุ่งเยอะ ก็เอาคนเหล่านี้มาเขย่าเครื่องดนตรีต่างๆ เวทีที่เคยว่างอยู่ก็ดูหนาหูหนาตา เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วจะยืนอยู่เฉยๆ ทำไม ก็ขยับเป็นจังหวะ ใครลีลาดีก็เต้นตามอย่าง ไม่ได้เกิดแค่วงสุรพล เกิดพร้อมๆ กัน ต่อมาวงสมานมิตร เกิดกำแพง เดิมเป็นคนเล่นรำวงมาก่อน ก็เอาศิลปะของรำวงมาผสม คนถือแทมบูรีนก็เอามาเต้น แต่งกระโปรงบานๆ แบบรำวง เมื่อวงนี้เอารูปแบบของรำวงมาเต้น ออกไปแสดง วงอื่นก็รู้สึกว่ามันสนุกดี ก็เลยทำตามกันมา” ชินกรกล่าว

     เป็นอันว่าตั้งแต่ราวปี ๒๕๑๐ เป็นต้นมา สีสันใหม่ๆ ก็ได้เกิดขึ้นแล้วในการแสดงดนตรีของวงลูกทุ่ง หลังจากนั้นหางเครื่องก็บานสะพรั่งเต็มเวที จนกลายเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ของวงดนตรีลูกทุ่ง
     ศกุนตลา พรหมมหา หญิงเหล็กแห่งวงการลูกทุ่ง คู่ชีวิตของ เพลิน พรหมแดน เป็นอีกคนหนึ่งที่มีส่วนอย่างมากในการพลิกโฉมหางเครื่องยุคนั้น
     “ช่วงปี ๒๕๑๒ วงดนตรีของเราเริ่มขาดทุน รู้สึกว่าจะไปไม่รอด ก็เลยคิดทำอะไรใหม่ๆ คือทำหางเครื่องให้เป็นเรื่องเป็นราว ดีไซน์เวทีใหม่หมด”

     ศกุนตลานำแฟชั่นใหม่ๆ ทั้งเสื้อผ้า ขนนก จากต่างประเทศ มาใช้กับการแสดงลูกทุ่งเป็นครั้งแรกในเมืองไทย พลิกสถานการณ์วงดนตรีของผู้เป็นสามีที่กำลังดิ่งลงเหวให้กลับมาผงาดอยู่แถวหน้าของวงการลูกทุ่งได้ภายในชั่วข้ามคืน
     “ออกแสดงครั้งแรกได้รับการต้อนรับจากท่านผู้ชมมากๆ ปี ๒๕๑๕ เรียกว่าวงเพลิน พรหมแดน อยู่ในช่วงพุ่งทะยาน แค่บอกว่า เพลิน พรหมแดน บัตรก็เต็มหมด ต้องเพิ่มรอบเข้าไปเป็นวันละ ๓-๔ รอบ เวลาเล่นรอบค่ำหกโมงเย็น คนแห่กันมาดูมืดฟ้ามัวดิน ได้รับการต้อนรับดีมากๆ บางทีเด็กขายตั๋วเกิน พี่กำลังจะตักข้าวเข้าปากคำแรก ก็มีโทรศัพท์เรียกให้ไปที่งาน เพราะคนล้นอีกแล้ว ไม่มีที่จะอยู่จะไป เกิดโกลาหลทั้งเมือง ตำรวจมาเต็มไปหมด พี่จัดการคุยกับตำรวจว่า จะคืนเงินแล้วให้เขาดูฟรี ต้องเล่นถึง ๒ วัน”

     แดน บุรีรัมย์ ตลกชื่อดัง อดีตครูสอนเต้นที่เคยใช้ชีวิตคลุกคลีกับวงการลูกทุ่งมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า
     “วงเพลิน พรหมแดน เริ่มคิดขึ้นมาว่าจะทำจินตลีลาประกอบเพลง จากนั้นก็พัฒนาอีก โดยแต่งตัวให้สวยงามขึ้น ใช้ขนนกมาเสียบหัวเสียบหางอย่างในปัจจุบัน คุณเพลิน พรหมแดน กับคุณศกุนตลา ได้เดินทางไปดูการแสดงแฟชั่นโชว์ คาบาเรต์ ในปารีส ยุโรป ไปเห็นว่าเขาใช้ขนนกอย่างนี้มันสวยงาม ก็เลยซื้อมาเอามาดัดแปลง เสียบหัวบ้าง เสียบข้างหลังบ้าง ความแปลกใหม่พวกนี้เป็นจุดที่ทำให้วงการลูกทุ่งเปลี่ยนไป”
     ชินกร ไกรลาศ ก็เห็นเช่นนั้น “วงที่จุดประกายให้เกิดแฟชั่นพัฒนาหางเครื่องขึ้นมาอย่างเป็นล่ำเป็นสัน คือวงเพลิน พรหมแดน จากที่เคยใช้ ๕๐ คนก็กลายเป็น ๗๐ เป็น ๑๐๐“

     ยุคทองของเพลงลูกทุ่ง-ยุครุ่งเรืองของหางเครื่อง
     ถ้าจะถือเอาเพลง “โอ้เจ้าสาวชาวไร่” ซึ่ง เหม เวชกร ประพันธ์ขึ้นเมื่อปี ๒๔๘๑ เป็นเพลงในแบบลูกทุ่งไทยเพลงแรกตามที่คนวงการลูกทุ่งยอมรับกันแล้ว ก็นับได้ว่าเพลงลูกทุ่งไทยผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วเกือบ ๗๐ ปี
     ก่อนที่จะมีเพลงลูกทุ่ง-ลูกกรุง เรามีเพลงไทยเดิมและเพลงพื้นบ้านเป็นหลักอยู่ก่อน จากนั้นในราวรัชกาลที่ ๖-รัชกาลที่ ๗ เป็นต้นมา วงการเพลงไทยโดยเฉพาะในพระนคร เริ่มมีการรับเอาแนวดนตรีสากลเข้ามาผสมผสาน มีการแต่งเพลงบรรเลงแนวสากล หรือใช้ทำนองเพลงสากลแล้วแต่งเนื้อไทยใส่เข้าไป บ้างก็นำเอาทำนองเพลงไทยเดิมเข้ามาผสมผสาน กระทั่งมีการแต่งเพลงในท่วงทำนองไทยแบบใหม่ๆ ขึ้น กลายเป็นเพลงแนวใหม่ที่รู้จักกันในนาม เพลงไทยสากล ส่วนในฟากชาวบ้าน ช่วงหลังสงครามเป็นต้นมา ตามชนบทหรือชุมชนต่างๆ ก็เริ่มมีการร้องเพลงที่เรียกกันว่า “รำโทน” เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดกันทั่วไป โดยใช้จังหวะง่ายๆ จากนั้นก็ค่อยๆ ปรับแต่งคำร้องให้มีเนื้อหามากขึ้น เพิ่มดนตรีประกอบเข้าไป มีการจับคู่รำตามกันเป็นวง จนกลายมาเป็น “เพลงรำวง” ในที่สุด

     กระทั่งใกล้ๆ พ.ศ. ๒๕๐๐ จึงเริ่มมีนักร้องนักแต่งเพลงจากชนบท แต่งและร้องในลีลา “ลูกทุ่ง” มากขึ้น คือมีกลิ่นอายพื้นบ้านชนบท เนื้อร้องฟังแล้วเข้าใจง่าย ชาวบ้านเรียกเพลงกลุ่มนี้ว่า “เพลงตลาด” นักร้องที่ดังๆ ในยุคนี้ก็ได้แก่ ทูล ทองใจ สุรพล สมบัติเจริญ ก้าน แก้วสุพรรณ ชาย เมืองสิงห์ ชาญ เย็นแข ผ่องศรี วรนุช นอกจากนี้ยังมีเพลงที่มีเนื้อหาสะท้อนสังคมในยุคนั้น ตลอดจนความยากลำบากของชนชั้นล่าง บ้างก็ก้าวไปถึงการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองและผู้นำรัฐบาล เรียกกันว่า “เพลงชีวิต” ว่ากันว่า เนื้อหาของเพลงบางเพลงอย่าง “…อย่าดูถูกชาวนาเหมือนดั่งตาสี…” (เพลง “กลิ่นโคลนสาบควาย” แต่งโดย ไพบูลย์ บุตรขัน ขับร้องโดย ชาญ เย็นแข) ก็ทำให้เพลงแนวนี้ถูกสั่งห้ามออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงอยู่ช่วงหนึ่งในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ต่อเนื่องมาถึงสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กระทั่งหลังจากการเสียชีวิตของจอมพลสฤษดิ์ ความเข้มงวดเหล่านี้จึงได้คลี่คลายลง
     ในช่วงนั้น คำว่า “ลูกทุ่ง” เริ่มมีใช้กันบ้างแล้ว แต่คำว่า “เพลงลูกทุ่ง” ก็ยังไม่เกิด จนกระทั่งในปี ๒๕๐๗ จำนง รังสิกุล หัวหน้าฝ่ายจัดรายการช่อง ๔ บางขุนพรหม ในยุคนั้น ได้มอบหมายให้ ประกอบ ไชยพิพัฒน์ ดำเนินการจัดรายการโทรทัศน์โดยใช้ชื่อรายการว่า “เพลงลูกทุ่ง” ตั้งแต่นั้นมา คำว่า “เพลงลูกทุ่ง” จึงเป็นที่รู้จักและใช้ตามกันมาอย่างกว้างขวาง
     เจนภพ จบกระบวนวรรณ กล่าวไว้ในหนังสือ ดวลเพลงลูกทุ่ง ว่า “เพลงลูกทุ่งเฟื่องฟูสุดขีดในยุคสมัยของครูสุรพล สมบัติเจริญ (ประมาณปี ๒๕๐๔-๒๕๑๑) และหลังจากครูสุรพลถูกลอบยิงตายในขณะที่ชื่อเสียงกำลังเกรียงไกร หลังจากนั้นเพลงลูกทุ่งก็พุ่งขึ้นสู่ความนิยมชมชอบของผู้คนทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นชนบทหรือในเมือง”

     ยุคนี้เริ่มมีผลงานเพลงลูกทุ่งออกมาเป็นจำนวนมาก นักร้องที่เด่นๆ ในยุคนี้ก็เช่น เพลิน พรหมแดน ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ชาย เมืองสิงห์ เสรีย์ รุ่งสว่าง ชินกร ไกรลาศ พร ภิรมย์ ก้าน แก้วสุพรรณ ไพรวัลย์ ลูกเพชร ผ่องศรี วรนุช สุชาติ เทียนทอง ฯลฯ
     ผาสุก พงษ์ไพจิตร และ คริส เบเคอร์ วิเคราะห์ไว้ใน เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ ว่า การกำเนิดขึ้นของเพลงลูกทุ่งเป็นผลพวงของปัญหาใหม่ๆ ที่ชาวบ้านเผชิญ จากการที่ชาวชนบทต้องมีความสัมพันธ์กับเมืองมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

     สื่อสำคัญที่นำเพลงลูกทุ่งมาสู่ชาวบ้านก็คือ วิทยุ ที่เข้ามามีบทบาทตั้งแต่ทศวรรษ ๒๔๗๐ และแพร่ขยายอย่างรวดเร็ว แต่เดิม ชาวบ้านในท้องถิ่นต่างๆ มีประเพณี การละเล่น ดนตรี และการร้องรำที่หลากหลายแตกต่างกันไป สื่อสมัยใหม่อย่างวิทยุได้ผนึกชาวชนบทจากที่ต่างๆ ให้กลายเป็นกลุ่มผู้ฟังกลุ่มเดียวกัน มาในทศวรรษ ๒๕๐๐ เพลงลูกทุ่งยิ่งแผ่ขยายกว้างขึ้นเพราะมีการอัดแผ่นเสียง นอกจากนี้ การขยายเครือข่ายทางหลวงสายต่างๆ ยังทำให้เพลงลูกทุ่งเข้าถึงกลุ่มผู้ฟังได้กว้างขวางขึ้น เนื่องจากนักร้องและนักดนตรีลูกทุ่งสามารถเดินทางไปแสดงตามจังหวัดต่างๆ ได้สะดวก และจากทศวรรษ ๒๕๑๐ เป็นต้นมา เพลงลูกทุ่งก็เบ่งบานเต็มที่เมื่ออุตสาหกรรมผลิตเทปเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง และโทรทัศน์กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีอิทธิพลมากที่สุด

     แม้ว่าเพลงลูกทุ่งส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักของหนุ่มสาว แต่ก็มีอยู่ไม่น้อยที่สอดแทรกเนื้อหาที่สะท้อนถึงความล่มสลายของสังคม-เศรษฐกิจชนบท ความยากจนข้นแค้นที่ทำให้คนชนบทจำนวนมากต้องละทิ้งถิ่นฐานอพยพเข้ามาหาเงินหางานในเมือง และเผชิญกับชีวิตใหม่ที่ตนไม่เคยคุ้น เพลงลูกทุ่งที่แต่งและร้องโดยนักแต่งเพลง-นักร้องที่มีพื้นเพเป็นคนชนบท จึงช่วยให้ความอบอุ่นและเป็นกำลังใจแก่คนเหล่านี้ ทั้งยังช่วยคลายความคิดถึงบ้านของพวกเขา

 

     ข้างต้น เป็นการวิเคราะห์ผ่านมุมมองของนักวิชาการ อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากปัจจัยเหล่านั้นแล้ว ในแวดวงคนลูกทุ่งยังยอมรับกันว่า การแสดงอันยิ่งใหญ่ตระการตาของ “หางเครื่อง” ซึ่งเป็น “ศิลปะการแสดงระดับโลก หางเครื่องนับร้อย นุ่งน้อย ห่มนิด ฟิตเปรี๊ยะ” ที่ เพลิน พรหมแดน นำแบบอย่างจากต่างประเทศเข้ามาใช้ในปี ๒๕๑๒ ก็เป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ดนตรีลูกทุ่งเฟื่องฟูไปทั่วประเทศ

     นับแต่นั้นเป็นต้นมา หางเครื่องก็มีบทบาทในวงการลูกทุ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ช่วงปี ๒๕๑๓-๒๕๑๕ เป็นช่วงที่วงดนตรีลูกทุ่งมีการประชันขันแข่งสูงมาก ซอยบุปผาสวรรค์เริ่มกลายมาเป็นชุมชนคนลูกทุ่งในช่วงนี้เองหลังจาก เพลิน พรหมแดน ย้ายเข้ามาอยู่เป็นคนแรกเมื่อปี ๒๕๑๒
     ช่วงปี ๒๕๑๖ มีการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยอย่างมาก เกิดเพลงเพื่อชีวิต วรรณกรรมและศิลปะที่สะท้อนแนวคิดทางการเมืองอย่างกว้างขวางในหมู่นักศึกษา ปัญญาชน ทางฝั่งวงการเพลงลูกทุ่งเองซึ่งเดิมก็มีเนื้อหาสะท้อนชีวิตและปัญหาของชาวนาชาวไร่อยู่แล้ว ก็เพิ่มความเข้มข้นขึ้นไปอีกด้วยการสอดแทรกบทพูดเสียดสี ล้อเลียนนักการเมือง และวิพากษ์วิจารณ์การเมืองไว้ในบทเพลงอย่างคมคาย

     ทว่าหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เพลงลูกทุ่งเพื่อชีวิตก็ต้องปิดฉากลงเช่นเดียวกับศิลปะเพื่อชีวิตแนวอื่นๆ หันกลับมาสู่เนื้อหาว่าด้วยความรักความเศร้าของหนุ่มสาว โดยมีภาพความล่มสลายของสังคมชนบทเป็นฉากหลัง
     ช่วงปี ๒๕๒๐-๒๕๒๒ เพลงลูกทุ่งเฟื่องฟูเต็มที่ มีนักร้องลูกทุ่งเกิดขึ้นจำนวนมาก ดารานักแสดงพากันแห่มาเป็นนักร้อง ตั้งวงดนตรีกันคับคั่ง โดยมีนายทุนเข้าไปมีส่วนในการตั้งวงดนตรีอยู่ไม่น้อย การแข่งขันด้านหางเครื่องจึงเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีขีดจำกัด วงดนตรีใหญ่ๆ มีหางเครื่องในสังกัดตัวเองประมาณ ๔๐-๖๐ คน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายของหางเครื่องแต่ละวงนั้นมีมูลค่ามหาศาล วงขนาดกลางอาจจะใช้เงินตก ๓-๕ แสนบาทต่อปี และวงขนาดใหญ่อาจจะใช้ถึง ๑ ล้านบาท
     นักร้องที่โด่งดังในยุคนี้มีจำนวนมาก เช่น สายัณห์ สัญญา ยอดรัก สลักใจ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ฉลอง ภู่สว่าง วิเชียร คำเจริญ ศรชัย เมฆวิเชียร ศรเพชร ศรสุพรรณ ฯลฯ
     ในช่วงนี้อาชีพหางเครื่องจึงดึงดูดหนุ่มสาวจากชนบทให้เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในวงการลูกทุ่งกันเนืองแน่น

     “เป็นอาชีพที่เด็กสาวสมัยนั้นอยากเป็นกันมาก เวลาไปแสดงก็จะมีคนมาขอเป็นหางเครื่อง เราก็บอกว่าให้เขาหัดเต้นให้ได้ก่อน แต่ละคนไม่ได้มีฐานะดีมาก ต้องช่วยเหลือครอบครัว พี่น้องไม่ได้เรียนหนังสือ การเป็นหางเครื่องทำให้เขามีรายได้ดีมากเมื่อเทียบกับอาชีพอื่นๆ ถ้ามีโอกาสทำอย่างอื่นที่เงินดีกว่าเขาคงทำ เพราะได้หลับได้นอนอิ่มกว่า บางครั้งไปแสดงแล้วฝนตก เก็บเสื้อผ้าขนนกไม่ทัน กลับมาถึงบ้านแทนที่จะได้หลับได้นอน ก็ต้องมาตากเสื้อผ้า ตากขนนก ถ้าเป็นหน้างานทำงานเลิกประมาณเที่ยงคืนครึ่ง กว่าจะเก็บของเสร็จก็ตีหนึ่งกว่า ตีห้าครึ่งหกโมงเช้าก็ถึงอีกจังหวัด แล้วก็เตรียมการแสดงวันต่อไป เป็นอยู่อย่างนี้” ศกุนตลาซึ่งคลุกคลีกับสาวๆ หางเครื่องในยุคนั้นมาอย่างโชกโชน กล่าว

     “ วันหนึ่งได้ประมาณ ๑๐๐-๒๐๐ ถือว่าเยอะมากสำหรับสมัยนั้น ตอนปีใหม่ เทศกาลลอยกระทง ตรุษจีน เต้นกันตั้งแต่สองทุ่มถึงแปดโมงเช้าได้ไปคนละ ๕๐๐-๖๐๐ บาทต่อคืน เดือนหนึ่งได้ไม่ต่ำกว่า ๙,๐๐๐ ก็ถือว่าเยอะมากสมัยนั้น สามารถซื้อบ้านซื้อที่ ตั้งตัวได้เลย มันเป็นอาชีพที่ไม่ต้องมีความรู้ ขอแค่ใจสู้และกล้าแสดงออก คนที่มาเป็นหางเครื่องส่วนมากก็ใฝ่ฝันจะก้าวขึ้นมาเป็นนักร้องทั้งนั้นแหละ แต่ก่อนจะเป็นนักร้องก็ต้องรู้จังหวะ ต้องเต้นเป็นก่อน แต่บางคนก็ชอบเพราะได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดทั่วประเทศ” พี่สายทิ้ง ผิวเกลี้ยง อดีตดาวเด่นวงเพลิน พรหมแดน เล่าความหลัง
     หางเครื่องจึงเป็นอาชีพหนึ่งที่สร้างรายได้ให้สาวบ้านนอกอย่างเป็นกอบเป็นกำจนกระทั่งวงการลูกทุ่งเริ่มซบเซา

     จุดเสื่อมของลูกทุ่ง-จุดกำเนิดหางเครื่องมือปืนรับจ้าง
     บุปผาสวรรค์บานสะพรั่งนับแต่ปี ๒๕๑๔ เป็นต้นมา โดยเฉพาะในช่วงปี ๒๕๒๐-๒๕๒๒ ที่เบ่งบานถึงขีดสุด หลังจากนั้นก็เริ่มร่วงโรย มีการวิเคราะห์สาเหตุของการเสื่อมทรุดของวงการเพลงลูกทุ่งไว้หลายประเด็น อาทิ ความนิยมของคนฟังเริ่มเปลี่ยนไป การสูญเสียบรมครูทางด้านการประพันธ์เพลงจำนวนมาก ทำให้ขาดการสร้างสรรค์ผลงานเพลงที่มีคุณภาพป้อนให้นักร้องที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด
     ศิลปินแห่งชาติอย่าง ชินกร ไกรลาศ พุ่งเป้าไปที่ “ความตื้นเขินของคนทำงาน” เขาว่า ยุคที่ลูกทุ่งเฟื่องฟูสุดๆ ใครๆ ก็แห่มาหากินกับวงการลูกทุ่ง ดารา-นักแสดงเปิดวงดนตรีตามกันอย่างล้นหลาม แต่เนื่องจากต้นทุนความเป็นนักร้องมีน้อย ลำพังการขายความเป็นดารานั้น ออกโชว์ตัวไม่กี่ครั้งคนดูก็เริ่มเบื่อ ยิ่งเมื่อมีการแข่งขันทางด้านแฟชั่นหางเครื่องที่เน้นความยิ่งใหญ่อลังการ ต้องลงทุนสูง ก็ทำให้หลายคนต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาลงทุน แต่แล้วก็เจ๊งไปตามๆ กันเพราะทุกวงก็ทำเหมือนกันหมด

     ประเด็นต่อมา เมื่อซอยบุปผาสวรรค์กลายเป็นแหล่งชุมนุมของวงดนตรีลูกทุ่ง ต่างคนก็ต่างรับงานกันเอง ระยะหลังหัวหน้าวงดนตรีไม่ค่อยว่าง จึงมีการฝากให้นายหน้า หรือที่เรียกกันว่า “โบรกเกอร์” รับงานแทน โดยให้เปอร์เซ็นต์กับโบรกเกอร์นั้นไป ในที่สุดก็เกิดมีโบรกเกอร์เถื่อนขึ้น รับงานแล้วไม่ไปบอกกับเจ้าของวงดนตรีตัวจริง หรือไม่ก็ไปรับงานซ้ำซ้อน เกิดการฟ้องร้องกันตามหน้าหนังสือพิมพ์จนเสียชื่อเสียงไปตามๆ กัน นอกจากนี้ การมีนักเลงเข้ามาอยู่ในสังกัดของวงลูกทุ่ง ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของความเสื่อม
     “สมัยผู้ว่าฯ เชาวน์วัศ สุดลาภา ผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ ย้ายไปเป็นผู้ว่าฯ เพชรบุรี จังหวัดซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นดงมือปืน (ปี ๒๕๒๗-๒๕๓๑) มีนโยบายปราบซุ้มมือปืน ทำให้พวกมือปืนแตกฉานซ่านเซ็นมาอยู่ตามวงดนตรี มาเป็นคนคุ้มครอง อย่าง ไพรวัลย์ ลูกเพชร มือปืนเมืองเพชรรู้ว่าเป็นคนเพชรบุรีก็มาอยู่ด้วย นักร้องจากประจวบฯ ก็มีมือปืนจากประจวบฯ มาเกาะอยู่ เมื่อซุ้มมือปืนทางโน้นมาเจอซุ้มมือปืนทางนี้ ก็เกิดยิงกัน มีเรื่องมีราวเกิดขึ้น อีกอย่างหนึ่งคือ พวกสารวัตรทหาร พอว่างจากราชการก็มาคุ้มครอง มาคอยคุ้มกันนักร้อง เมื่อนักเลงกับนักเลงมาเจอกันก็อดมีเรื่องไม่ได้ เกิดการตีรันฟันแทง แย่งลูกค้ากัน นี่คืออีกสาเหตุหนึ่งของความเสื่อม” ชินกรกล่าว

     อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีแรงเร้าจากสาเหตุต่างๆ เหล่านี้ แต่ศกุนตลาก็ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ความเสื่อมตามธรรมชาติก็มีด้วย เมื่อคนดูดูอะไรซ้ำซากจำเจ นานวันเข้าก็เกิดความเบื่อหน่ายไปเอง
     “มันเป็นช่วงที่วงการลูกทุ่งอยู่ในช่วงขาลงแล้ว มีดารามาเป็นนักร้องเต็มไปหมด นักร้องเกิดขึ้นเยอะก็จริง แต่ว่าร้องเพลงได้ไม่จับใจผู้ฟังเหมือนนักร้องรุ่นเก่าๆ แข่งกันแต่ว่าหางเครื่องวงไหนจะยิ่งใหญ่อลังการกว่า สมมุติว่าคืนนี้มี ๕ วง มันก็ออกมาเหมือนๆ กันหมด”

     

     ความเสื่อมถอยของวงการลูกทุ่ง ว่าไปแล้วอาจมีเค้าลางมาตั้งแต่หลายปีก่อนหน้านี้แล้ว ในข้อเขียนสุดท้ายของ ไพบูลย์ บุตรขัน บรมครูนักแต่งเพลงลูกทุ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของวงการ ซึ่งเขียนไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ กล่าวถึง “มะเร็งในวงการเพลงลูกทุ่ง” ที่ลุกลามอยู่ในวงการเพลงช่วงนั้นไว้อย่างชัดเจน

     “การยัดเยียดเปิดเพลงให้ฟังโดยระบบ “จ้างดัง ” แบบซ้ำๆ ซากๆ และกรอกหูทุกๆ ชั่วโมงนี่สิ เป็นระบบที่กำลังงอกงามเจริญเติบโตขึ้นมาทุกวัน และเป็นแผลเนื้อร้าย ผมขอเรียกว่า “มะเร็งในวงการเพลงลูกทุ่ง” อันสืบเนื่องมาจากพวกนายทุนผลิตแผ่นเสียงขายเป็นพวกแรกนำมาเผยแพร่ จนกระทั่งลุกลามไปอย่างกว้างขวางในขณะนี้
     “การจ้างเปิดหรือจ้างดังในยุคนี้ ทำลายความบริสุทธิ์ของวงการเพลงลงอย่างมาก เพราะเพลงเป็นศิลปะบริสุทธิ์ ไม่ใช่สินค้าที่จะต้องโฆษณาแย่งกันขาย เพลงทุกเพลงของนักแต่งเพลงทุกคนย่อมมีเสรีในการเสนอต่อผู้ฟัง ความงามของเพลงเป็นผลแห่งการโฆษณาอยู่ในตัวโดยไม่ต้องโฆษณา ผู้ฟังและประชาชนทั่วไปต่างหากเป็นผู้ชี้ขาด เมื่อมีการยัดเยียดหรือกรอกหูกันขึ้น ผลที่ตามมาก็คือ ความเสื่อมศรัทธาของผู้ฟัง และแน่นอน ความแตกดับกำลังคืบคลานเข้ามา”

     ปี ๒๕๒๒ เป็นต้นมา วงดนตรีลูกทุ่งทยอยปิดกิจการ ชินกร ไกรลาศ ประกาศเลิกวงราวปี ๒๕๒๒-๒๕๒๓ เพลิน พรหมแดน วงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้น ก็ยังต้องพ่ายแพ้กับกระแสดังกล่าว ประกาศปิดตัวเมื่อปี ๒๕๒๕
     ในช่วงวิกฤตของวงการลูกทุ่งนี้เอง ที่ บรรจง มนต์ไพร มองว่า ถึงโอกาสของ “ปลาตัวเล็กๆ” บ้างแล้ว
     “ตอนลูกทุ่งตกต่ำ ผมคิดจะกลับบ้าน แต่ก็ไม่รู้จะกลับไปทำอะไร เราเป็นคนลูกทุ่ง ก็น่าจะทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเพลงลูกทุ่งนี่แหละ ลองเช็กดูตามสถานีวิทยุ ตามทีวี เปิดที่ไหนก็จะมีเพลงลูกทุ่งอยู่ คนยังฟังอยู่ แต่มันก็มีหมอลำ มีสตริงด้วย คิดได้ตรงนี้ก็เลยตั้งใจทำหางเครื่องดีกว่า ถ้าเราฝึกหางเครื่องของเราให้เต้นได้ทุกสไตล์ เขาร้องสตริงเราเต้นสตริง ร้องหมอลำเต้นหมอลำ ร้องลูกทุ่งก็เต้นลูกทุ่ง ถ้าทำได้อย่างนี้ เราอยู่ได้แน่

     “ผมไปกับวงดนตรีมาหลายคณะ ก็มองไปว่ามีใครบ้างที่น่าจะเรียกเข้ามาร่วมงานกับเราได้ เล็งหางเครื่องของวงโน้นวงนี้ไว้ เมื่อวันที่คณะของเขาเลิกวง ไม่มีงาน ผมก็ไปชวนเขามารวมตัวกัน ๖-๗ คน ปรึกษากัน พอเห็นดีเห็นงามก็เอาเลย” ลุงบรรจงเล่า
     ท่ามกลางสถานการณ์บ้านแตกสาแหรกขาดนี้ ศิลปินนักร้องที่พอมีชื่ออยู่บ้างพากันไปซบอกค่ายเพลง ขณะที่ตลก นักดนตรี นักร้อง และหางเครื่องจำนวนไม่น้อย ประคองชีวิตรอดมาได้ด้วยการไปแสดงตามร้านอาหาร-คาเฟ่ คาเฟ่จำนวนไม่น้อยที่กำลังเฟื่องฟูในยุคนั้นจึงกลายมาเป็นที่พึ่งของคนลูกทุ่งไปโดยปริยาย

     “ตอนนั้น ยุ้ย ญาติเยอะ ยังเด็ก เท่าๆ น้องมายด์ (เด็กหญิง ชลนิภา แสงทอง ที่โด่งดังมาจากเพลง “เด็กดอยใจดี”) ยุ้ยเป็นเด็กน่ารัก ร้องเพลงดี ผมกับพ่อของเขาปรึกษากันว่าน่าจะเอาหางเครื่องของเรากับยุ้ยไปแสดงที่วิลล่าคาเฟ่ของคุณบุญเลี้ยง อดุลยฤทธิกุล พ่วงไปกับคณะตลกของจุ๋มจิ๋มซึ่งเคยอยู่ในวงการลูกทุ่งด้วยกันมาก่อน เขาประสบความสำเร็จจากการเอาคณะตลกไปแสดงตามคาเฟ่ก็มาชวนเราไปด้วย ไม่มีรถก็เช่าแท็กซี่ไปกัน หางเครื่อง ๖ คน ได้เงินมาก็เอามาแบ่งๆ กัน คนละ ๕๐-๑๐๐ บาท
     “หลังจากนั้นห้างโฟว์เอสก็มาชวนให้เอาแดนเซอร์ไปเต้นประกอบเพลงชุด ไวพจน์ลืมแก่ ตอนนั้นเรายังคิดว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่หางเครื่องจะมีโอกาสได้ออกทีวีกับเขาบ้าง ก็ได้ออกจริงๆ หางเครื่องคณะเราก็ดังขึ้นมาจากตรงนั้น เลยใช้ชื่อว่า “หางเครื่องชุดไวพจน์ลืมแก่” ก็เริ่มมีคนรู้จักและติดต่อเข้ามา

     “ต่อมารายการทไวไลท์โชว์ของคุณไตรภพติดต่อเข้ามา เขาว่าจะเอานักร้องที่เคยโด่งดังในอดีตที่หายไปจากวงการกลับมาร้องเพลงลูกทุ่งในรายการ มันก็ต้องมีหางเครื่องแบบเดิมๆ มาเต้นประกอบ ก็เลยมาติดต่อเรา นักร้องเก่าๆ ที่หมดหวังไปแล้ว เช่น ปอง ปรีดา ชาย เมืองสิงห์ ก็กลับมาเกิดใหม่เยอะเลย ผู้ชมทางบ้านเห็นคณะเราเต้นก็เกิดความสนใจ โทรศัพท์มาขอท่าเต้น เอาไปให้คนแถวหมู่บ้านได้ฝึกเต้นกัน เผื่อมีงานอะไรจะได้ไม่ต้องเข้ามาเอาแดนเซอร์จากกรุงเทพฯ ไป ผมก็อนุญาต ทำไปเลย บางคนก็โทรมาขอให้ซ้อมเต้นให้หน่อย ก็พากันมาที่นี่ ซ้อมเต้นกันอยู่ที่นี่แหละ” เจ้าพ่อหางเครื่องแห่งซอยบุปผาสวรรค์กล่าว
     หลังจากออกรายการนี้ไปแล้ว ทีมหางเครื่องชุดไวพจน์ลืมแก่ ก็เปลี่ยนชื่อเป็น “แดนซ์เซอร์ ทไวไลท์” มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง หางเครื่องที่ร่วมหัวจมท้ายกันมาตั้งแต่ยุคแรกๆ เลิกจากอาชีพนี้ไปเมื่อถึงวัยอันควร บ้างก็กลับบ้านนอกไปตั้งคณะหางเครื่องเล็กๆ รับงานบวช งานแต่ง ตามต่างจังหวัด บ้างก็เปิดร้านเสริมสวย ทำร้านอาหาร ขณะที่บางคนก็ฝากลูกเล็กๆ ที่คลอดออกมาระหว่างพำนักอยู่ที่นี่ให้ลุงบรรจงเลี้ยงดู น้องแนน-ดาวเต้นชุดเล็กที่หุ่นไม่ให้แต่ใจรัก เป็นหนึ่งในบรรดาลูกกาเหว่าที่ลุงบรรจงอุ้มชูมา เด็กหญิงเติบโตมากับขนนก ชุดหางเครื่อง เห็นน้าๆ อาๆ ซ้อมเต้นกันมาแต่อ้อนแต่ออก ซึมซับเอาสเตปการเต้นเข้าไปอยู่ในหัวใจอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทุกครั้งที่ขึ้นเวที เธอจะเต้นอย่างสุดแรงเกิด–แม้จะถูกพี่ๆ ล้อว่าเป็นแดนเซอร์หุ่นมะขามข้อเดียวก็ตาม

     หางเครื่อง-แดนเซอร์
     “ผมบอกตรงๆ ว่าหางเครื่องเดี๋ยวนี้เต้นไม่คู่ควรกับเพลงของผมหรอก เวลาเขาเชิญไปร้องเพลงออกรายการทางโทรทัศน์ เขาก็จะเอาหางเครื่องจากไหนไม่รู้มาเต้นประกอบให้ ผมเคยแซวเขาว่า หางเครื่องยุคนี้มีท่าเต้นพื้นฐานอยู่ ๒ ท่า คือ ท่าทำเพื่อลูก กับ ท่าทำเพื่อสามี” ชินกร ไกรลาศ ศิลปินแห่งชาติ พูดอย่างตรงไปตรงมา “ท่าทำเพื่อลูก คือแกว่งแขนเหมือนไกวเปล ท่าทำเพื่อสามีก็คือแกว่งก้น มันไม่ได้สอดคล้องไปด้วยกันกับเพลงเหมือนหางเครื่องสมัยก่อน ซึ่งการออกแบบท่าเต้นจะสอดคล้องกับเพลงนั้นๆ”
     คนเก่าแก่ของวงการอย่างชินกรก็คงอดไม่ได้ที่จะขัดหูขัดตากับการเต้นหางเครื่องในยุคนี้ แม้จะออกตัวนิดๆ ว่า มีบางคณะเหมือนกันที่เต้นได้อย่างสวยงาม สอดคล้องกับบทเพลง “…แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นท่าแอ่นหน้าแอ่นหลัง ส่ายตูด ส่ายก้น แกว่งแขนแกว่งขาไปตามเรื่อง แทบหาความสวยงามอะไรไม่ได้เลย”

 

     บ้างก็ว่า “ในแง่ศิลปะ หางเครื่องซึ่งลอกเลียนมาจากตะวันตกไม่น่าจะเข้ากันได้กับการแสดงดนตรีลูกทุ่ง แต่ผู้ที่อยู่ในวงการลูกทุ่งต่างยอมรับว่าหางเครื่องเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการแสดงดนตรีลูกทุ่ง ผู้ชมเคยชินและชื่นชอบ ตื่นตาตื่นใจกับเสื้อผ้าและลีลาการเต้นของหางเครื่อง และหางเครื่องยังเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เพลงลูกทุ่งต่างจากลูกกรุง”

     ไม่ว่าใครจะเป็นคนพูดประโยคนี้ก็ตาม เราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีส่วนจริงอยู่ไม่น้อย “นักร้องลูกทุ่ง-หางเครื่อง” ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปก็คงเหมือนกินขนมจีนน้ำยาขาดผักแนม เหมือนน้ำพริกขาดปลาทู เมื่อไรที่นักร้องลูกทุ่งปรากฏตัวหน้าเวที ต้องมีหางเครื่องตามออกมาแทบจะทันที บ่อยครั้งที่หางเครื่องช่วยกลบเกลื่อนเวลานักร้องร้องเพี้ยน คุมเสียงไม่อยู่ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายสีสันฉูดฉาดยังช่วยสร้างสีสัน เติมแต่งให้การแสดงสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ทำให้นักร้องยิ่งโดดเด่นราวกับยืนอยู่ท่ามกลางมวลดอกไม้ แม้จะมีบ้างเหมือนกันที่หางเครื่อง “แย่งซีน” จนนักร้องจมหายไปกับดอกไม้หลากสีที่บานสะพรั่งเต็มเวที แต่ถึงอย่างนั้นเราก็แทบไม่เคยเห็นนักร้องลูกทุ่งออกมาหน้าเวทีโดยไม่มีหางเครื่อง และยิ่งไม่เคยเห็นหางเครื่องออกมาเต้นโดยไม่มีนักร้อง
     หากถือเอาช่วงเวลาที่วงดนตรีลูกทุ่งเริ่มจัดให้มีผู้หญิงแต่งตัวเหมือนๆ กันออกมาเต้นท่าเดียวกันอยู่หลังนักร้องเมื่อประมาณปี ๒๕๑๐ เป็นต้นมา ก็พอจะนับคร่าวๆ ได้ว่า อาชีพ “หางเครื่อง” เกิดขึ้นมาได้เกือบ ๔๐ ปีแล้ว
     จากชุดพื้น ๆ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของหางเครื่องก็เริ่มได้รับการปรับปรุงให้สวยงามจับตา เพิ่มความอลังการขึ้นด้วยตุ้มหู กำไล แหวน สร้อย และขนนก–ที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของหางเครื่อง
     จากที่เต้นกันด้วยจังหวะรำวง สามช่า ที่ยังคงกลิ่นอายพื้นบ้าน หมุนซ้าย หมุนขวา เตะหน้า เตะหลัง ก็เริ่มเอาลีลาการเต้นแบบตะวันตกเข้ามาผสมผสานตามจังหวะดนตรีที่พัฒนาเปลี่ยนแปลงไป

     จากที่เคยยืนเรียงแถวกันไม่กี่คน ก็เพิ่มขึ้นมาเป็น ๒๐-๓๐ กระทั่งคับคั่งเต็มเวที ก่อนจะลดลงมาเหลือแค่ ๘-๑๐ คนในปัจจุบัน
     จากที่ได้ค่าแรงวันละไม่ถึงร้อย ปัจจุบันสามารถทำรายได้ถึงวันละ ๓๐๐-๕๐๐ บาท และบ้างก็อาจสูงถึงงานละ ๑,๐๐๐ ขึ้นไป
     และจากที่เคยเรียกตัวเองอย่างภาคภูมิใจว่า “หางเครื่อง” ปัจจุบัน คนที่ทำอาชีพเต้นประกอบการแสดงให้ดนตรีลูกทุ่ง หันมาเรียกตัวเอง (และถูกเรียก) ว่า “แดนเซอร์” กันหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนักเต้นประจำวงดนตรีเล็กๆ ที่อยู่ตามต่างจังหวัด หรือทีม “แดนเซอร์ไฮโซ” ที่รับเฉพาะงานใหญ่ๆ ระดับประเทศ และเต้นให้แต่นักร้องดังๆ เท่านั้น
     สำหรับคนลูกทุ่ง หางเครื่องกับแดนเซอร์ต่างกันหรือไม่ ?

     

     บรรจง มนต์ไพร บอกว่า “หางเครื่องกับแดนเซอร์มีหน้าที่เหมือนกัน คือเต้นประกอบเพลงลูกทุ่ง แต่หางเครื่องจะเต้นแบบย้อนยุค เป็นแบบลูกทุ่งเดิมๆ ส่วนแดนเซอร์จะมีท่าเต้นแบบคนรุ่นใหม่ มีการพัฒนาท่าเต้นตามแบบที่เขานิยมกัน”
     คำว่า “แดนเซอร์” เข้ามาแทนที่คำว่าหางเครื่องตั้งแต่เมื่อไรเขาก็จำไม่ได้เสียแล้ว รู้แต่ว่าเริ่มใช้ชื่อ “แดนซ์เซอร์ ทไวไลท์” หลังจากเต้นให้รายการทไวไลท์โชว์ ช่วงลูกทุ่งทไวไลท์ ในปี ๒๕๓๘ นั่นแล้ว

     ศกุนตลา พรหมมหา ซึ่งเป็นคนแรกๆ ที่นำหางเครื่องแบบอลังการงานสร้างมาสู่วงการลูกทุ่ง ให้ความเห็นว่า การแสดงของแดนเซอร์ยุคนี้ที่ดูหรูหราฟู่ฟ่า มีการประดับตกแต่งด้วยขนนกอย่างประณีตสวยงาม เสื้อผ้ารัดรูปจนดูคล้ายบิกินี เช่นหางเครื่องที่เต้นให้ ก๊อต-จักรพรรณ์ อาบครบุรี หรือศิลปินดังๆ ที่เห็นตอนนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่เคยทำกันมาแล้วทั้งนั้น
     คนที่เกิดไม่ทันอย่างเราคงเชื่อได้ยากหากไม่ได้เห็นภาพถ่ายสมัยเก่าที่ติดอยู่ข้างฝาบ้านของพี่สายทิ้ง อดีตหางเครื่องตัวเอกของวงเพลิน พรหมแดน
     ในภาพถ่าย หางเครื่องสาวๆ ยืนโพสท่ากันอยู่เป็นแถว เสื้อผ้า เครื่องประดับ เหมือนลอกแบบมาจากแดนเซอร์ของก๊อต จักรพรรณ์ เปี๊ยบ–แต่จะเป็นไปได้อย่างไรที่หางเครื่องของวงเพลิน พรหมแดน จะลอกแบบมาจากหางเครื่องของก๊อต จักรพรรณ์
     ในรูปถ่าย พี่สายทิ้งเป็นสาวน้อยหน้าใส หน้าตางดงามหมดจด เอวบางร่างน้อย ปลีน่องเพรียวสวย ยืนเคียงข้าง น้อย โพธิ์งาม ตัวเอกอีกคนหนึ่งของวง
     แต่ผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉันตอนนี้ คือหญิงวัยกลางคนอายุราว ๔๕ ที่มีน้ำหนักตัวร่วม ๘๐ กิโล ถึงกระนั้นก็ยังมีเค้าความสวยปรากฏชัดบนใบหน้า ท่าทางและการพูดจาดูนุ่มนวลติดจะขี้อาย แทบไม่น่าเชื่อว่านี่คือ “ดาวเต้น” ประจำวง

     “ดูจากรูปคงเห็นว่า เรื่องการแต่งตัว เสื้อผ้า ของหางเครื่องยุคเก่ากับแดนเซอร์เดี๋ยวนี้แทบจะไม่ต่างกันเลยนะ ส่วนท่าเต้น พี่ศกุนตลาเขาไปดูโชว์เมืองนอกบ่อย เขาก็จะจำแล้วมาสอนพวกเรา ตอนแรกๆ ก็รู้สึกว่าทำไมท่ามันยาก แต่พอเต้นได้แล้วก็ไม่ยากหรอก”
     พี่สายทิ้งยังเล่าด้วยว่า หางเครื่องทุกคนได้รับการคัดเลือกมาอย่างดี ชนิดที่ว่า “ถ้ายืนให้ขาชิดกันแล้ว เอาฝ่ามือสอดเข้าไปได้” ก็เป็นอันหมดสิทธิ์ หางเครื่องที่ “ศกุนตลารับประกัน” จึงได้รับการกล่าวขวัญว่า ขาว สวย หุ่นดี ถึงขนาดมีคำขวัญ “หางเครื่องขาว สะโพกไหว บั้นท้ายดินระเบิด” เอาไว้โฆษณาเลยทีเดียว
     แดน บุรีรัมย์ ซึ่งเคยเป็นครูสอนเต้นให้หางเครื่องวงเพลิน พรหมแดน ให้ความเห็นว่า

     

     “การเต้นสมัยก่อนกับสมัยนี้ก็ไม่เหมือนกัน หางเครื่องสมัยก่อนใช้จังหวะบอลรูม รำวง สามช่า ตะลุง แทงโก้ รุมบ้า ก็จะเต้นให้ครบตามสเตปสากลทั่วไป แต่พอกลายมาเป็นแดนเซอร์ เขาไม่เต้นอย่างนี้แล้ว เขาจะใช้มือใช้ไม้ ไม่สนใจแล้วว่าจะเดินอย่างไร ไม่มีสเตปที่แน่นอน แค่ให้ลงจังหวะ ตึ้บ ตึ้บ กับเพลงเท่านั้น แล้วก็ทำไม้ทำมือเอา”
     ขณะที่ครูเทียม-ชุติเดช ทองอยู่ นักออกแบบท่าเต้นชื่อดัง เจ้าของบริษัทไทแด๊นซ์ ที่ครองตลาด “บน” รับเฉพาะงานแสดงใหญ่ๆ ระดับประเทศ และเต้นให้ศิลปินระดับซูเปอร์สตาร์เท่านั้น ให้ความเห็นว่า
     “การเต้นหางเครื่องแบบเดิมจะเต้นง่ายๆ นับจังหวะหนึ่ง-สอง-สาม-สี่ แต่แดนเซอร์จะมีการเอาจังหวะสากล ลีลาศ แจซ โมเดิร์นแดนซ์ เข้ามาผสมด้วย แดนเซอร์ต้องรู้ว่าจังหวะอะไรเป็นอะไร ที่ต่างกันอีกอย่างคือแดนเซอร์ทำงานสตาร์ตที่ ๑,๐๐๐ บาทต่องาน ส่วนหางเครื่องอาจจะได้ ๓๐๐-๕๐๐ บาท”
     กล่าวได้ว่า การเต้นประกอบเพลงลูกทุ่งในปัจจุบันนี้ได้ผสมผสานรูปแบบการเต้นแบบตะวันตกเข้ากับแบบแผนการเต้นหางเครื่องของไทย จนกระทั่งแทบไม่เหลือกลิ่นอายแบบ “ลูกทุ่งๆ” อยู่เลย จึงไม่แปลกอะไรที่เราจะได้ยินน้องๆ นักเต้นของวงดนตรีลูกทุ่งส่วนใหญ่ พากันเรียกตัวเองว่า “แดนเซอร์” ทิ้งคำว่า “หางเครื่อง” ให้กลืนหายไปกับอดีต

     “เด็กๆ ในวง ถ้าได้ยินใครเรียกเขาว่าหางเครื่อง เขาจะว่า อะไร เขาเป็นแดนเซอร์กันหมดแล้ว เหมือนไม่ให้เกียรติเขา เขาว่าอย่างนั้น ถ้าเรียกว่าเป็นแดนเซอร์เขาจะภูมิใจ เรียกหางเครื่องเหมือนเขาจะเป็นคนโบราณ”–บรรจง มนต์ไพร
     “แดนเซอร์วงลูกทุ่งที่จริงก็เป็นหางเครื่องนั่นเอง แต่เขาพยายามจะอัปเกรดตัวเอง ไม่อยากใช้คำว่าหางเครื่อง เพราะมันเหมือนเป็นเรื่องเชยๆ ที่จริงก็อันเดียวกันนั่นแหละ”–ชินกร ไกรลาศ
     “ผมจะสอนน้องๆ ที่บริษัททุกคนว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นแดนเซอร์เริ่ดหรูอย่างไร เคยเต้นอยู่ในวงสังคมที่เลิศเลอเพอร์เฟ็กต์ คุณก็คือหางเครื่องที่ชาวบ้านต่างจังหวัดเรียกกัน เพราะฉะนั้นใครจะเรียกเราว่าอะไรไม่สำคัญ ขอให้ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด”–ครูเทียม

     “บางทีมีคนมาเรียกเราว่า หางเครื่อง ก็ไม่โกรธหรอก แต่เราไม่ใช่นะ แดนเซอร์กับหางเครื่อง มันต่างกันแน่นอน”–เปิ้ล แดนเซอร์ไทแด๊นซ์
     ไม่ว่าแท้จริงแล้วคำนิยามของ “แดนเซอร์” กับ “หางเครื่อง” จะแตกต่างกันแค่ไหน แต่อย่างน้อย ความพยายามของเด็กสาวนักเต้นยุคใหม่จำนวนมากที่จะพาตัวเองไปอยู่ใต้ร่มเงาของคำว่า “แดนเซอร์” และหลีกเลี่ยงให้พ้นจากคำว่า “หางเครื่อง” ก็สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของคนในอาชีพที่มีต่อคำเรียกขานนี้ รวมถึงภาพลักษณ์บางประการที่ซ่อนซ้อนอยู่ใต้ถ้อยคำนั้น

 

     หางเครื่อง–สาวบ้านนอก ความรู้น้อย ต้อยต่ำ และทำได้แค่เต้นประกอบเพลงลูกทุ่งเชยๆ วันยังค่ำ
     แดนเซอร์–นักเต้นมืออาชีพ มีเงิน มีการศึกษา และมีเกียรติพอๆ กับอาชีพอื่นในสังคม

     ๐๒.๑๕ น. / ในห้องสี่เหลี่ยม / กรุงเทพฯ
     นักร้องลูกทุ่งสาวชื่อดัง ยืนร้องเพลงอยู่ในจอโทรทัศน์ หางเครื่องในชุดสีเหลืองสดใสยืนเต้นยักย้ายอยู่ข้างหลัง เมื่อกล้องดึงภาพเข้ามาใกล้ รอยยิ้มและท่าทางเหล่านั้นดูคุ้นตา คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน–แนน โอ๋ อร เบนซ์ นุ่ม ปุ้ม หนูนา ฯลฯ พวกเธอนั่นเอง และถึงไม่เห็นก็พอจะเดาได้ว่า ลุงบรรจงคงเดินไปเดินมาอยู่แถวๆ นั้น
     ดึกดื่นอย่างนี้ ในเวลาเดียวกับที่เราเห็นพวกเธอมาเต้นให้เราดูถึงในห้องนอน เด็กสาวเหล่านี้อาจกำลังเดินทางอยู่บนถนนสายใดสายหนึ่ง อาจจะเพิ่งกลับมาถึงสำนักงาน หรือไม่ก็นอนคุดคู้อยู่ในห้องแถวเล็กๆ ในซอยบุปผาสวรรค์ อดีตอันรุ่งโรจน์ของวงการลูกทุ่งไทย

     “หางเครื่องมีเบื้องหลังจะมากล่าว
     แต่ละนางนั้นเล่า ล้วนเป็นชาวไร่ชาวนา
     ความจนข้นแค้น สุดแสนจะระอา
     ต้องช่วยบิดามารดาพัฒนาครอบครัว

     หางเครื่องของวงดนตรีลูกทุ่ง
     ตั้งใจหมายมุ่ง จะปรับปรุงเครื่องแต่งตัว
     จะร้อนจะหนาว หางเครื่องสาวไม่กลัว

     

     ไม่เอาเรื่องส่วนตัวเข้ามามั่วกับการงาน

     ค่าตัวจะมากจะน้อย เหงื่อไคลไหลย้อยก็ยังยิ้มได้หวาน
     หางเครื่องมีข้อขุ่นเคืองมาช้านาน
     มักมีเด็กอันธพาลชอบเอายางมายิงขา
     หางเครื่องบางทีไม่เปลืองผ้าผ่อน

     เวลาเขาโชว์ขาอ่อน แก้ง่วงนอนดีกว่ายา
     ส่วนนูนส่วนเว้า ตกเป็นเป้าสายตา
     เต้นยักย้ายไปมา เสริมคุณค่าหน้าเวที”

     

     เพลง “หางเครื่อง” ที่ ชินกร ไกรลาศ แต่งไว้เมื่อปี ๒๕๒๓ คงจะกินอกกินใจหางเครื่องเมื่อหลายสิบปีก่อนมากเอาการอยู่ และก็ดูเหมือนว่าเด็กสาวๆ ในคณะ “แดนซ์เซอร์ ทไวไลท์” จะ “อิน” กับเพลง “ดาวเต้น ม. ต้น” ที่แต่งโดยครูสลา คุณาวุฒิ อยู่ไม่น้อย

     “หางเครื่องชั่วคราว สาวนักเรียน ม. ต้น
     หลบลี้ภัยความจน กระโดดขึ้นบนเวที
     เรียนคุณครูประจำชั้น ขอศิษย์นุ่งสั้นอย่างนี้
     เงินไปโรงเรียนบ่มี ต้องหาเวทีทำกิน

      ศิลปินจำเป็น รับงานแล้วเต้นเต็มที่
      จำท่าเต้นจากทีวี หากยังบ่ดีอย่าหมิ่น
      เป็นดาวประจำลำซิ่ง แต่ชีวิตจริงติดดิน
      แลกตังค์ค่าตัวพอกิน เป็นศิลปินแก้จน

     

     ดาวเต้น ม. ต้น ลูกหลานคนจนชาวนา
     ขอร้องสายตาคนหน้าเวทีอย่าซุกซน
     ถ้าสายตาดื้อ ขอร้องมืออย่าวุ่นวน
     เดี๋ยวสาว ม. ต้น จะโดนครูหักคะแนน

     แดนเซอร์ชั่วคราว เส้นทางดาวบ่ทันเริ่ม
     รับงานแค่ยามปิดเทอม เก็บตังค์ไว้เติมยามขาดแคลน
     ขอบคุณคุณครูประจำชั้น ที่บ่ปิดกั้นเขตแดน
     ให้สาว ม. ต้น ออกแดนซ์ รับใช้แฟนแฟนอย่างเข้าใจ
     ยามสาว ม. ต้น ออกแดนซ์ ขอวอนแฟนแฟนจงเข้าใจ”

About these ads

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s